ภัยพิบัติส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางและมีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่นจริงหรือไม่

 


คำตอบคือ "จริง" ครับ ข้อมูลระบุชัดเจนว่ากลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยคือ "ด่านหน้า" ที่รับแรงกระแทกจากภัยพิบัติรุนแรงที่สุด โดยมีสาเหตุและทางออกที่ผู้บริหารเมืองต้องเร่งจัดการใน 3 มิติหลัก:

1. กับดัก "พื้นที่เสี่ยง" (Location Inequality)

  • ปัญหา: ที่ดินปลอดภัยและเศรษฐกิจดีมีราคาสูงเกินเอื้อม ทำให้คนรายได้น้อยถูกผลักไปอยู่ใน "พื้นที่ไข่แดงของความเสี่ยง" เช่น ริมตลิ่ง พื้นที่ต่ำน้ำท่วมซ้ำซาก หรือชุมชนแออัดที่ยากต่อการกู้ภัย
  • ทางออก: รัฐต้องใช้ "ผังเมือง" เป็นเครื่องมือ จัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและราคาเข้าถึงได้ (Affordable Housing) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการป้องกันตนเอง

2. วิกฤต "ความหิวโหย" (Food Security)

  • ปัญหา: ภัยพิบัติทำให้ห่วงโซ่อาหารพัง (น้ำท่วมนาข้าว, อากาศร้อนจนปศุสัตว์ตาย) เมื่ออาหารน้อยลง ราคาก็แพงขึ้น คนกลุ่มแรกที่เข้าไม่ถึงอาหารและน้ำสะอาดก็คือกลุ่มเปราะบาง
  • ทางออก: การบริหารจัดการน้ำและเกษตรกรรมคนเมือง รวมถึงการสร้างระบบสำรองอาหารที่กระจายตัวเข้าถึงชุมชนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

3. คุณภาพชีวิตที่ "เลือกไม่ได้" (Health & Infrastructure)

  • ปัญหา: โครงสร้างพื้นฐานของหลายเมืองไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทุกคน (Universal Design) คนรายได้น้อยมักเข้าไม่ถึงบริการสาธารณะที่ดี เมื่อเจอกับสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษและภัยพิบัติ สุขภาพจึงทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว
  • ทางออก: เมืองต้องจัดสวัสดิการพื้นฐาน (อากาศสะอาด, น้ำดื่ม, การรักษาพยาบาล) ให้ครอบคลุม และส่งเสริมอาชีพเพื่อให้เขามี "ทุน" มากพอที่จะขยับขยายออกจากพื้นที่เสี่ยง

ในฐานะคนสาย Tech ผมมองว่า Digital Twin หรือการใช้ข้อมูล Big Data (แบบที่ Bedrock ทำ) คือกุญแจสำคัญครับ หากผู้บริหารเมืองมีข้อมูลว่า "ใครอยู่ตรงไหน" และ "พื้นที่ตรงไหนเสี่ยง" เราจะสามารถวางแผนป้องกันล่วงหน้าได้แม่นยำ ไม่ใช่แค่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยไปแจกถุงยังชีพ

"คนรายได้น้อยไม่ใช่ภาระ แต่คือฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจ ถ้าฟันเฟืองตัวนี้พัง เมืองทั้งเมืองก็ขับเคลื่อนต่อไปไม่ได้"