เปิดมุมมองผู้อำนวยการสำนักคลัง เทศบาลนครแหลมฉบัง กับจุดเปลี่ยนที่พลิกเกมการจัดเก็บภาษี ด้วย Smart Tax

 

เมื่อ "ภาษี" ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องของ "เทคโนโลยี"

จากเดิมที่เทศบาลนครแหลมฉบังเคยเก็บภาษีได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เมื่อกฎหมายเปลี่ยนเป็น "ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ในปี 2563 รายได้กลับวูบหายไป พร้อมกับภาระงานที่ถาโถมใส่เจ้าหน้าที่ เพราะกระบวนการใหม่ซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า

3 ปัญหาหลัก (Pain Points) ที่เคยเจอ:

  1. รายได้ลดลง: หลักเกณฑ์ใหม่และมาตรการเยียวยาทำให้เงินเข้าท้องถิ่นน้อยลง
  2. งานล้น มือไม่พอ: เจ้าหน้าที่ต้องเดินสำรวจเอง ใช้ดุลยพินิจสูง และเสี่ยงต่อข้อพิพาทกับประชาชน
  3. ข้อมูลกระจัดกระจาย: ยากต่อการแยกแยะ "บ้านหลังหลัก" และ "บ้านหลังรอง" ซึ่งมีอัตราภาษีต่างกัน

 "Smart Tax" พลิกเกมได้อย่างไร?

เทศบาลนครแหลมฉบังร่วมมือกับ Bedrock Analytics นำแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้เป็น "สมองกล" ช่วยงานตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ:

  • รถสำรวจ MMS (Mobile Mapping System): ใช้รถติดตั้งกล้องและเซนเซอร์วิ่งเก็บข้อมูลป้ายและพิกัดอัตโนมัติ แม่นยำกว่าคนเดินสำรวจหลายเท่า
  • ระบบประเมินอัจฉริยะ: วิเคราะห์ข้อมูลที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 40,000 ราย เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง (จากเดิมต้องใช้เวลาหลายวัน)
  • ลดดุลยพินิจ: ใช้ Data เป็นตัวตั้ง ทำให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรมและโปร่งใส ลดข้อโต้แย้งกับชาวบ้าน

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ (Success Metrics)

1. รายได้ท้องถิ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการทดลองนำเทคโนโลยีรถสำรวจ (MMS) มาใช้เก็บข้อมูลภาษีป้ายเพียงแค่ระยะทาง 10 กิโลเมตร ผลปรากฏว่าเทศบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 1,800,000 บาท ซึ่งเกิดจากการตรวจพบป้ายใหม่ๆ ที่ในอดีตอาจตกหล่นจากการสำรวจด้วยตาเปล่า

2. พลิกความเร็วในการทำงาน (Speed to Results) ระบบ Smart Tax เข้ามาดิสรัปต์กระบวนการทำงานเดิมอย่างสิ้นเชิง:

  • จาก หลายวัน เหลือ ไม่กี่ชั่วโมง: การประเมินทรัพย์สินจำนวนมหาศาลกว่า 40,000 ราย สามารถประมวลผลเสร็จสิ้นได้ในเวลาอันสั้น
  • ลดภาระเจ้าหน้าที่: ไม่ต้องทำงานล่วงเวลา (OT) เพื่อคีย์ข้อมูลหรือคำนวณภาษีด้วยมืออีกต่อไป

3. ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานข้อมูล

  • ความแม่นยำสูง: ข้อมูลพิกัดและรายละเอียดทรัพย์สินมีความละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น
  • ลดข้อโต้แย้ง: เมื่อระบบมีความเป็นมาตรฐานและโปร่งใส การใช้ "ดุลยพินิจ" ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ก็ลดลง ทำให้ประชาชนยอมรับผลการประเมินได้ง่ายขึ้น ลดการร้องเรียนได้เป็นอย่างดี

4. รากฐานสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City Roadmap) นอกจากเรื่องภาษีแล้ว เทศบาลยังได้ "แผนที่ดิจิทัล" ที่ช่วยชี้จุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร ทำให้ผู้บริหารสามารถวางแผนพัฒนาเมืองในมิติต่างๆ ได้อย่างถูกทิศทาง โดยไม่ต้องเดาทางเหมือนเมื่อก่อน

สรุป: นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า Smart City ไม่ได้หมายถึงแค่การมี Wi-Fi ฟรี หรือมีเสาไฟอัจฉริยะ แต่คือการนำ Data มาช่วย "หาเงิน" และ "ลดรายจ่าย" ให้ท้องถิ่น เพื่อนำงบประมาณเหล่านั้นกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ได้จริงๆ